ลงทุนในไวน์ชั้นดี

เปิดพอร์ตลงทุน 'หม่อมไอซ์' นักสะสม 'ไวน์' ที่ 'ดื่มไวน์ไม่เป็น'

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เปิดพอร์ตลงทุน 'หม่อมไอซ์' ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต ซีอีโอ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ เขาคือนักสะสมไวน์เพื่อการลงทุนตัวยง

"หม่อมไอซ์" ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ เป็นลูกชายของ ม.ร.ว.จันทรแรมศิริโชค จันทรทัต อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และอดีตประธานกรรมการ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ สืบสาวลึกลงไปเขาเป็น "เหลน" ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรทัตจุฑาธาร กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา ซึ่งเป็นโอรสของรัชกาลที่ 4

ม.ล.จันทรจุฑา เปิดเผยว่า หากมีเงินเหลือจะนำไปลงทุนซื้อไวน์ En Primeur (อองพรีเมอ) เป็นไวน์สดที่เพิ่งจบขบวนการหมักและเข้าสู่ขบวนการบ่มได้เพียงครึ่งปีนับจากช่วงเก็บเกี่ยว โดยจะออกสู่ตลาดราว 1 ปีครึ่งถึง 2 ปีนับจากปีผลิต โดยจะซื้อเฉพาะไวน์ยี่ห้อท็อปๆ ของประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น

"ผมจะซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ Berry Brothers& Rudd (BBR) ประเทศอังกฤษ ตอนนี้พอร์ตลงทุนไวน์อยู่ราวๆ หลักล้าน (ไม่ยอมบอกหน่วย) ผมลงทุนมากว่า 10 ปีแล้ว อยากซื้อไวน์ยี่ห้อไหนก็โทรไปสั่ง เขาก็จะเอาไปเก็บไว้ในตู้เก็บไวน์ส่วนตัวของเรา"

ที่แปลกก็คือ นักลงทุนไวน์รายนี้เป็นคนไม่ดื่มไวน์ ไม่เคยดมไวน์ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ดื่มกาแฟ ฉะนั้นไม่รู้หรอกว่ารสชาติไวน์เป็นอย่างไร การสะสมคือ "การลงทุน" เพราะการเก็บไวน์ชั้นดีของฝรั่งเศสไว้ 7-10 ปี จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 500% หรือประมาณ 5-6 เท่าตัว เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและแทบไม่มีความเสี่ยง รอเพียง "กาลเวลา" เป็นคนกำหนด "มูลค่าเพิ่ม" ให้กับไวน์  

เขาเล่าว่า ไวน์ดี ยี่ห้อดังๆ และราคาแพงมักเป็นไวน์ที่ผลิตต่อปีได้จำนวนไม่มาก นั่นคือเหตุผลที่การลงทุนไวน์ชั้นดีจากฝรั่งเศสจึงได้รับผลตอบแทนที่ดี เพราะบางชาโตว์ (ไร่องุ่น) มีผลผลิตต่อปีไม่สูง แต่ความต้องการซื้อกลับสวนทาง ฉะนั้นราคาไวน์ยี่ห้อท็อปๆ เมื่อบรรจุลงขวดแล้วราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่เคยลดลงเลย

"ยกตัวอย่างตอนปี 2543 ผมซื้อไวน์ยี่ห้อ ชาโตว์ ลาฟิต-รอธส์ชิลด์ (Chateau Lafite-Rothschild) ไวน์สุดยอดของฝรั่งเศส ราคา 50-60 ปอนด์ต่อขวด เก็บไว้ประมาณ 7-8 ปี ผมขายได้ราคา 350 ปอนด์ต่อขวด ถ้าเก็บต่อ ปี 2552 ขายได้ขวดละ 1,000 ปอนด์ ราคาพุ่งพรวดเพราะเศรษฐีจีนแห่มาซื้อราคาเลยอัพขึ้นเร็ว"

สำหรับจุดเริ่มต้นของการลงทุนไวน์ เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า เกิดขึ้นเมื่อ 12 ปีก่อน รู้จักการสะสมจากเพื่อนชาวอินโดนีเซียคนหนึ่ง เขาซื้อไวน์ En Primeur มาดื่ม จากนั้นไม่นานภรรยาเขาคลอดลูก 3 คน เขาก็ซื้อไวน์ 4 ยี่ห้อดังที่สุดของประเทศฝรั่งเศส ยี่ห้อละ 1 ลัง เขาตั้งใจว่าเมื่อลูกอายุ 21 ปี จะยกให้ลูกนำไปดื่มหรือนำไปขายก็ได้ คิดดูสิเมื่อถึงวันนั้นจะกำไรมากขนาดไหน

"ผมเริ่มศึกษาด้วยการอ่านบทความการลงทุนไวน์ อ่านจบผมอุทานในใจ “อ๋อทำได้นี่หว่า!” เริ่มจากการซื้อไวน์ En Primeur  4  ลัง ตอนลูกสาวเกิดจากนั้นอีกหนึ่งปีก็ซื้อเพิ่มอีก 1 ลัง ราคาลังละ 12,000 ปอนด์ คิดเป็นเงินไทย 700,000 บาท เมื่อเขาอายุ 21 ปี ก็จะยกไวน์ทั้งหมดให้เขา"

หม่อมไอซ์จะลงทุนไวน์กับเพื่อนสนิทอีก 2 คน เป็นชาวมาเลเซีย พอร์ตไวน์ของเพื่อนราวๆ 500 ล้านบาท  เพื่อนรายนี้ลงทุนหนักจนถูกเชิญให้ไปนอนที่ชาโตว์ (ไร่องุ่น) แห่งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส หม่อมไอซ์ก็ไปด้วย เจ้าของชาโตว์เปิดไวน์ชั้นดีให้ดื่ม ทั้ง 3 คน พูดพร้อมกัน “ไม่ดื่มครับ” เราเป็นพวกนักลงทุนจริงๆ...มีคนแซวเหมือนเกย์ 3 คน แอบหนีมาเที่ยว (หัวเราะ)

"ช่วงหลังๆ ผมซื้อไวน์น้อยลง เพราะราคาแพงจนไม่คิดว่าราคาจะมีอัพไซด์ 5-6 เท่าตัวเหมือนสมัยก่อน ยิ่งช่วงปี 2552-2553 ราคาไวน์สูงมากจนซื้อไม่ไหว ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไวน์ราคาดีที่สุดเป็นของปี 2543, 2548, 2551 และปี 2552 โดยเฉพาะ “ไวน์บอร์โด” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น 5 อรหันต์ ได้แก่ ยี่ห้อ ชาโตว์ ลาตูร์ (Chateau Latour) ชาโตว์ ลาฟิต- รอธส์ชิลด์ (Chateau Lafite-Rothschild) ชาโตว์ มาร์โกซ์ (Chateau Margaux) ชาโตว์ โอต์-บรีออง(Chateau Haut-Brion) และชาโตว์ มูตอง-รอธส์ชิลด์ (Chateau Mouton-Rothschild)"

หม่อมไอซ์ เล่าต่อว่า นอกจากชอบสะสมไวน์ชั้นยอดของฝรั่งเศสเพื่อการลงทุนแล้ว ยังสนใจลงทุนในที่ดิน, เพชร, พลอย, ทองคำ และหุ้น TTA เคยมี “ซินแสจีน” คนหนึ่งซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่ เขาทักว่าระหว่างนิ้วมีรูใหญ่มาก ถ้าเก็บเงินสดเงินจะไหลออกใครขอก็ให้เพราะเป็นคนใจดี ฉะนั้นหากไม่ใส่แหวน ก็ต้องนำเงินไปลงทุน ส่วนตัวไม่ชอบใส่แหวน ก็เลยต้องนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าใช้ได้ผลจริงๆ

"หากจำไม่ผิดที่ดินผืนแรกที่ตัดสินใจซื้อ เกิดขึ้นเมื่อ 7-8 ปีก่อน อยู่แถวหมู่บ้านปัญญาตรงข้ามสนามกอล์ฟ ที่ประมาณ 2 ไร่ ที่ดินสวยมากเพราะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ราคา 18,000 บาทต่อตารางวา ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เอาไปทำอะไร ซื้อที่ดินไม่ได้หวังเอาไปเก็งกำไร อยากเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกสาวคนเดียว ส่วนใหญ่เอาไปสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศ เว้นแต่คนให้ราคาดีก็จะขาย ตอนนี้มีบ้านพักที่หัวหินกับที่เขาใหญ่ และมีที่ดินเปล่าติดถนนที่อำเภอปราณบุรี ล่าสุดกำลังเล็งๆ จะซื้อที่ดินแถวเชียงใหม่ เป็นที่สวยติดถนน"

สำหรับการลงทุนซื้อเพชร, พลอย และทองคำ ก็เป็นสิ่งที่ชอบ อย่างทองคำ 2-3 เดือนจะซื้อเก็บไว้ 10 บาท ถามว่าวันนี้มีเท่าไรแล้ว ไม่รู้จริงๆ ภรรยาเป็นคนดูแล ส่วนเพชรและพลอยจะสะสมมากเป็นพิเศษ เพราะภรรยาทำงานเป็น “จิวเวลรี่ ดีไซน์” รับออกแบบ ติดต่อโรงงาน QC ไม่มีหน้าร้าน ฉะนั้นเขาจะรู้เรื่องนี้ดีเป็นพิเศษ

เมื่อ 3 ปีก่อน ราคาเพชรปรับตัวเพิ่มสูงมากกว่า 200% หลายคนคงไม่รู้ นั่นเป็นเพราะเศรษฐีจีนแห่มาซื้อ โดยเฉพาะเม็ด 2-3 กะรัต ราคาพุ่งกระฉูดเลย เมื่อก่อนเฉลี่ยกะรัตละ 1 ล้านบาท วันนี้กะรัตละ 2 ล้านบาทแล้ว พลอยก็ขึ้นเยอะ เพราะมันเริ่มหายากขึ้น

"ฉะนั้นผมลงทุนแบบนี้ผลตอบแทนดีที่สุด" นี่หรือไม่ที่ "หม่อมไอซ์" ไม่ไปซื้อหุ้น TTA แข่งกับ "เสี่ยประยุทธ มหากิจศิริ" จนวันนี้ "ขาเก้าอี้" (ซีอีโอ) ของตัวเองอาจกำลังโยกเยกอยู่ก็เป็นได้   

อนาคต 'โทรีเซนไทย' มองผ่านมุม 'ซีอีโอ' หนึ่งในเป้าหมายที่ "กึ้ง" เฉลิมชัย มหากิจศิริ ตัวแทน "เสี่ยเป้า" ประยุทธ มหากิจศิริ ประกาศดังๆ อยากเห็น บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) กลับมามีกำไรปีละ 8,000 ล้านบาท ภายหลังเข้าถือหุ้นใหญ่ 127.68 ล้านหุ้น สัดส่วน 18.03% และส่งตัวแทนนั่งเก้าอี้กรรมการบริษัท 5 คน รวม ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ เป็น 6 คน จากกรรมการบริษัททั้งหมด 11 คน เท่ากับกุมเสียงส่วนใหญ่ได้แล้ว

ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ เปิดใจผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า โอกาสที่กำไรทีทีเอ จะขึ้นไปเท่าอดีต "มี" แต่ไม่รู้เมื่อไร!!! เพราะขึ้นกับตัวแปรหลายอย่าง แต่ที่แน่ๆ กำไรจะไม่ได้เกิดขึ้นจากธุรกิจเดินเรือเพียงอย่างเดียวเหมือนอดีต การเติบโตจะเกิดขึ้นได้ทั้ง 3 ธุรกิจ จากธุรกิจขนส่ง, พลังงาน และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มธุรกิจตัวใหม่ขึ้นมา เพราะภายใต้ 3 ขาเราแข็งแกร่งและมีประสบการณ์อยู่แล้ว

"พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะมีธุรกิจใหม่ไม่ได้เลย หากผู้ถือหุ้นรายใหม่เสนอธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ผมในฐานะคนทำงานก็พร้อมปฏิบัติตาม เรายืดหยุ่นได้ เราเป็น Holding Company แต่ผมคิดว่าปัญหาของธุรกิจใหม่ คือ บุคลากร คนเก่งๆ หายากขึ้น...คนที่จะเข้ามาทำธุรกิจในทีทีเอ ที่สำคัญต้องมีเครือข่ายและคอนเนคชั่นที่ดีในแต่ละธุรกิจ เพราะธุรกิจหลักของเราอยู่ในต่างประเทศ (ยกเว้น UMS) และต้องบริหารทีมงานทั้งฝรั่งและคนไทยให้ได้" 

หม่อมไอซ์ บอกว่า หากบอร์ดชุดใหม่จะ "เปลี่ยนตัวซีอีโอ" ก็พร้อมรับการตัดสินใจ ตลอด 7 ปีที่บริหารเป็นมืออาชีพ ตรงไปตรงมาและยินดีทำงานร่วมกับทุกฝ่ายไม่ได้มีปัญหา ส่วนตัวไม่เคยรู้จักคุณเฉลิมชัย (มหากิจศิริ) เพิ่งได้มาคุยกันตอนเขาเข้ามาซื้อหุ้น TTA มากๆ

“ผมและครอบครัว (มารดา น้องชาย และมูลนิธิจันทรทัต) ในฐานะผู้ถือหุ้น TTA มีหุ้นอยู่ 3 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.4% ซึ่งซื้อหุ้น TTA ทุกปี หวังจะเห็นผู้ถือหุ้นสถาบันเข้ามาถือหุ้น TTA มากขึ้นเป็น 40-50% จาก 10-15% เพื่อลดความผันผวนของราคาหุ้น”

สำหรับแผนธุรกิจของทีทีเอ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้ารายได้ต้องมากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยธุรกิจพลังงานจะเป็น “พระเอก” แทนธุรกิจขนส่ง คาดว่าสัดส่วนรายได้จะสูงถึง 50% บอกตรงๆ ธุรกิจขนส่ง (เดินเรือ) ทำงานยากขึ้น เพราะต้องขึ้นอยู่กับวัฏจักร ในปี 2558 เหมืองถ่านหินในประเทศฟิลิปปินส์พื้นที่ 80,000 ไร่ จะเดินเครื่องผลิตได้ 1 ล้านตันต่อปี ราคาถ่านหินเฉลี่ยอย่างน้อย 80 ดอลลาร์ต่อตัน

ส่วนเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซียพื้นที่ 200,000 ไร่ คาดว่าภายใน 2 ปีข้างหน้าจะสามารถผลิตขายในเชิงพาณิชย์ได้ ล่าสุดอยู่ระหว่างสำรวจ คาดว่าสิ้นปี 2555 จะแล้วเสร็จ หลังใช้เวลาสำรวจมาแล้วกว่า 1 ปี

ทิศทางรายได้ปี 2555 (สิ้นสุด 30 กันยายน 2555) ม.ล.จันทรจุฑา กล่าวว่า รายได้เก่งสุดคงพอๆ กับปี 2554 ที่มีรายได้ 17,565 ล้านบาท แต่ในแง่ผลการดำเนินงานมีกำไรได้แน่นอน เพราะทั้ง 3 ธุรกิจยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จะมีก็แต่ธุรกิจขนส่งที่ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index) "ไม่ปกติ" เรียกว่า "น้อยมาก" วันนี้อยู่ระดับ 700 จุดเท่านั้น เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีก 2 ปี ดัชนีค่าระวางเรือจึงจะขึ้นไปอยู่ระดับปกติที่ 2,000 จุด สมมติว่าเรามีเรือ 20 ลำ ดัชนีค่าระวางเรือ 2,000 จุด เราคงมีกำไร 500-800 ล้านบาท

ในปี 2555 สัดส่วนรายได้จากธุรกิจขนส่งคงอยู่ที่ 30% ใกล้เคียงปีก่อน ภายในสิ้นปี 2555 ทีทีเอจะมีเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกอง 17 ลำ หลังปีก่อนขายเรือไป 15 ลำ และเร็วๆ นี้จะขายอีก 1 ลำ อาจเป็นเรือทอร์ จูปิเตอร์ ขณะเดียวกันจะสั่งต่อเรือใหม่อีก 2 ลำ ตอนนี้อยู่ที่ประเทศเวียดนาม คาดว่าจะส่งมอบภายในปีนี้

"เรารู้อยู่แล้วว่าปีนี้ ธุรกิจขนส่งจะไม่ราบรื่น เป็นเพราะกองเรือในปี 2552-2554 ขยายตัวถึงปีละกว่า 10% ขณะที่ความต้องการใช้เรือตามไม่ทัน ส่งผลให้เกิด “โอเวอร์ซัพพลาย” โดยปกติความต้องการใช้เรือต้องขยายตัวใกล้เคียงเศรษฐกิจโลก เช่น GDP โลกขยายตัว 4% ความต้องการใช้เรือต้องขยายตัว 4-5% เห็นได้จากสถิติย้อนหลัง 20 ปี"

หม่อมไอซ์ ทำนายว่าดัชนีค่าระวางเรือในปี 2555 จะไม่สูงขึ้น คาดว่าจะทรงตัวจากปี 2554 ที่อยู่ระดับ 1,500-1,600 จุด ฉะนั้นบริษัทที่ทำธุรกิจขนส่งหลายแห่งในต่างประเทศ ยกเว้นทีทีเอ อาจมีโอกาสประสบปัญหาทางการเงินได้ โดยเฉพาะบริษัทเดินเรือที่เคยลงทุนหนักๆ ในปี 2550-2551 เพราะช่วงนั้นเรือมีราคาแพงมาก

“ผมอ่านบทวิเคราะห์ธุรกิจขนส่งมาเยอะ นักวิเคราะห์มีมุมมองแตกต่างกันมากบางคนบอกว่าปี 2556 อาจดีขึ้นนิดหน่อย แต่ไม่มีทางดีเหมือน 10-20 ปีย้อนหลัง ดัชนีค่าระวางเรือปี 2551 เคยสูงถึง 11,500 จุด”

ส่วนธุรกิจพลังงาน ปีนี้จะดีขึ้น คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้ 35-40% เทียบกับปีก่อนที่มีรายได้กว่า 30% เนื่องจากธุรกิจบริการเรือขุดเจาะนอกชายฝั่งของเมอร์เมด มาริไทม์ (TTA ถือหุ้น 57.14%) มีความต้องการสูงมาก โดยลูกค้ารายเก่าและใหม่หลายรายมีแผนจะลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมากขึ้น

ธุรกิจเหมืองถ่านหินประเทศฟิลิปปินส์ คาดว่าปีนี้จะผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 100,000-150,000 ตัน จากปีก่อนที่ผลิตได้ 100,000 ตัน ราคาถ่านหินเฉลี่ย 90 ดอลลาร์ต่อตัน ส่วนเหมืองถ่านหินแห่งที่สองกลางปี 2556 จะเริ่มผลิต เพื่อขายในประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 2556 หากไม่มีอะไรผิดพลาด ทีทีเออาจสำรวจเหมืองถ่านหินเพิ่มอีก 1 แห่ง ตอนนี้อยู่ระหว่างวิเคราะห์ต้นทุน โดยเหมืองถ่านหินแห่งแรกใช้เงินลงทุนไปทั้งหมด 20 ล้านดอลลาร์ แต่เหมืองแห่งที่ 2 คงถูกกว่า 
สุดท้ายคือ ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่าปีนี้จะมีสัดส่วนรายได้ 37% ใกล้เคียงกับปีก่อน

ในส่วนของ “บาคองโค” ซึ่งทำธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศเวียดนาม ธุรกิจค่อนข้างครบวงจรแล้ว คือมีท่าเรือน้ำลึก โกงดัง รถบรรทุก และใบอนุญาตทำโลจิสติกส์ ข้อดีของธุรกิจนี้ คือ ไม่ต้องลงทุนเยอะ ปีนี้ตั้งใจว่าจะเช่าที่ดินในเวียดนามเพิ่มเติม เพราะที่ดินทั้งหมด 26,000 ตารางเมตร มีลูกค้าเช่าเต็มหมดแล้ว คาดว่าจะสรุปได้ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า ส่วนธุรกิจของ UMS เรายังมองภาพเป็นบวกในปีนี้

"งบลงทุนทั้งหมดในปี 2555 น่าจะต่ำมากราวๆ 30 ล้านดอลลาร์ ปีก่อนเราลงทุนเกือบ 7,000 ล้านบาท รอจ่ายเพียงเรือ 2 ลำในประเทศเวียดนาม อีกแค่กว่า 10 ล้านดอลลาร์เอง...ปีนี้ กำไรขั้นต้นเฉลี่ยคงยืนระดับ 11-12% เทียบกับปี 2554 อยู่ที่ 11.83% แต่ถ้าธุรกิจขนส่งดีมาก กำไรขั้นต้นมีสิทธิทะยานไปแตะ 20% แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ ปีนี้กำไรขั้นต้นในธุรกิจพลังงานจะดีที่สุดประมาณ 30% รองลงมาเป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานราวๆ 19-20% สุดท้าย คือ ธุรกิจขนส่งคาดว่าจะไม่ถึง 20%"

ซีอีโอทีทีเอ กล่าวทิ้งท้ายบทสนทนาว่า "ผมห่วงทีทีเอ ทุกวัน ห่วงหลายๆ เรื่อง ตราบใดที่ธุรกิจขนส่งยังเป็นแบบนี้ เราจะเป็นเทวดาก็คงไม่ได้"

 

Tags : ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/investment/20120221/436754/เปิดพอร์ตลงทุน-หม่อมไอซ์--นักสะสม-ไวน์-ที่-ดื่มไวน์ไม่เป็น.html


Comments