การออมการเกษียณ

การจัดการบริหารการเงินส่วนบุคคล
แบ่งค่าใช้จ่าย หรือ รายจ่าย ออก เป็น 3 หมวด

1. รายจ่ายประจำ
- ค่าผ่อนบ้าน
- ให้แม่

2. รายจ่ายแปรผัน
- ค่าอาคาร
- ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ  ค่า ไฟ)
- ค่าโทรศัพท์
- ค่าเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย
- ค่ารถ
- ดอกเบี้ยเงินกู้

3. รายจ่ายพิเศษ
- ภาษีสังคม อาทิ ซองต่าง 
- งานเลี้ยง
- ท่องเที่ยว
- ดูหนัง

*  พยายามเขียน App บน Tablet หรือมือถือ เพื่อจดค่าใช้จ่ายพวกนี้  และพยายามกำหนดหมายเลขหมวดหมู่ของค่าใช้จ่าย


********************************************************************************************************************************

การออมก่อนเกษียณ

 แบ่งเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อให้ทันเงินเฟ้อ แบ่งออกเป็นกองต่าง ๆ ดังนี้

1. เงินเพื่อการเกษียณ
หลักการ  ระยะเวลาออม 5 –30 ปี ใช้หลักการดอกเบี้ยทบต้นแล้วทวีมูลค่า 
วิธีการ   ลงทุนในกองทุนแบบผสม  หุ้น + ตราสารหนี้
     แบ่งการลงทุนตามช่วงอายุ
                 31 – 40 ปี  กองทุนหุ้น 70%   กองทุนตราสารหนี้ 30%
           41 – 55 ปี  เงินฝาก 35 %     ตราสารหนี้ 35%  กองทุนหุ้น LTF  30%
    55 ปีขึ้นไป   50% พันธบัตร   25% กองทุนรวมตลาดเงิน   25% เงินฝากออมทรัพย์  (เงินออมท้งหมดควรอยู่ในรูปเงินฝากและตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ)
ผลลัพธ์  

2. เงินเพื่อรายจ่ายประจำ    --> ค่าใช้จ่ายรายเดือน
หลักการ  เน้นการใช้จ่ายในแต่ละเดือน  
วิธีการ    นำเงินที่ใช้จ่ายในแต่ละเดือน ฝากใน MMF  มีเหลือไว้ใน ATM 2-5 พันบาท เมื่อเงินใน ATM หมด 
ขายคืน T+1 ออกมาครั้งละ 5 พันบาm
ผลลัพธ์   MMF

3. เงินออมเพื่อยามฉุกเฉิน
หลักการ  สามารถถอนได้ทันที  ไม่คำนึงถึงผลตอบแทน เน้นสภาพคล่องเป็นหลัก   
วิธีการ   เน้นบัญชีฝากประจำระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูง และปลอดภาษี
ผลลัพธ์  ฝากประจำ 3 เดือน

4. เงินเพื่อใช้จ่ายพิเศษ     -->   ซื้อบ้าน  รถ
หลักการ  ใช้สำหรับแผนต่าง ๆที่วางไว้ ในแต่ละช่วงชีวิต เช่นซื้อรถ ซื้อบ้าน  เน้นให้เกิดผลตอบแทนมากที่สุด และความเสี่ยงน้อยที่สุด
วิธีการ  เก็บออมในไว้กองทุนตราสารหนี้ยะสั้นแบบพิเศษ ไว้ก่อนล่วงหน้า 3 ปี  ระยะเวลา T+3  เช่น  Bond เกาหลี 6 เดือน 3.5%  ,  หุ้นกู้อิตาเลี่ยนไทย 3 ปี 5%  
ผลลัพธ์   กองทุนตราสารหนี้  ,  หุ้นกู้  ผลตอบแทน 3 – 5%

5. เงินเพื่อความสบาย   = ลงทุน
หลักการ   ลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนในอัตราสูง
วิธีการ    ลงทุนใน หุ้น  เก็งกำไรคอนโด    หากเศรษฐกิจดี ให้ซื้อกองทุนหุ้น
ผลลัพธ์ 

ตารางทางเลือกสำหรับ  ลดความเสี่ยง
อายุ เงินฝาก ตราสารหนี้ หุ้น ผลตอบแทนต่อปี
25 – 35 0% 40% 60% 10% - 20%
35 – 45 10% 50% 40% 7% - 15%
45 - 60 30% 60% 10% 4% - 10%
60 ปี UP 80% 20% 0% 2% - 5%

ลงทุนในกองทุน เน้นที่ผลงานดี  มีค่าใช้จ่ายในการบริหารต่ำ  AYF  , TMB  , KTB

กรณีตัวอย่างการลงทุนแบบข้าราชการ
นาย อ อายุ 45 ปี ทำงานรับราชการ ไม่มีความรู้และเวลาในการลงทุน และติดตาม เพราะต้องทำงานในเวลาราชการ เงินเดือน 17000 บาท
ปัจจัยการเฟ้นหารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม
1. อายุ 45 ปี ไม่ควรลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูง 
   สัดส่วนการลงทุน   เงินฝาก 20%  ตราสารหนี้  50%   หุ้น 30%
2. ไม่มีความรู้ และไม่มีเวลาในการลงทุน ควรเลือกการลงทุนผ่านกองทุนรวม (ไม่ควรลงทุนเอง)

3. รายได้ 17000 บาท เป็นรายได้ที่ไม่มาก เสียภาษีในระดับ 5% (จริง ๆ แล้วไม่เสียเลย)  มีการลงทุนใน กบข. แล้ว และมีสวัสดิการราชการแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มในประกัน หรือกองทุนหักภาษีเพิ่ม

รูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม
1. ฝากประจำแบบสม่ำเสมอ (ปลอดภาษีดอกเบี้ย และได้ดอกเบี้ยสูง) สัดส่วน 20% จากเงินเดือนโดยหักจากบัญชีเงินเดือนได้ทุกเดือน
2. ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ที่ธนาคารที่มีบัญชีอยู่   50%  โดยหักบัญชีหรือโอนเข้าทุกเดือน
3. ลงทุนในกองทุนหุ้น (เน้นผลตอบแทนสูง)  30% โดยโอนเงินไปซื้อเองทุกเดือน

เมื่อเวลาผ่านไป จากอายุ 45 จนถึงอายุ 60 ปีที่เกษียณ นาย อ จะมีเงินก้อนไว้ใช้จ่าย เพิ่มจากที่ได้รับจาก กบข. รับรองชีวิตบ้านปลายสบาย แม้เงินเดือนจะไม่สูงนัก



หลักการลงทุนตามภาวะเศรษฐกิจ
1.เศรษฐกิจของทุกประเทศมีขึ้น และมีลงเป็นรอบ
เศรษฐกิจของทุกประเทศในโลก จะมีลักษณะขึ้นสลับกับลง หากนำค่าอัตราเติบโตของ GDP มาวาดเป็นกราฟคร่าว ๆ จะได้รูปเป็นคลื่นขึ้นและลง เรียกว่า วัฎจักรเศรษฐกิจ ดังรูป


วัฎจักรเศรษฐกิจ (Economic Cycle)
สภาพเศรษฐกิจ ขณะใด ๆ สามารถแบ่งออกเป็น 4 ช่วง วนเวียนต่อเนื่องไป อาจจะใช้เวลานาน 5 – 10 ปี ต่อ 1 รอบ ดังนี้

1. ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง  (Boom หรือ Prosperous)
- การผลิตขยายตัวสูง
- ระดับราคาโดยทั่วไปสูงขึ้นเนื่องจากมีความต้องการมาก
- การว่าจ้างงานเพิ่มขึ้น  จนแทบไม่มีใครว่างงาน

2. ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession)
- บริษัทต่าง ๆ แข่งขันกันติดตลาด
- ระดับราคายังสูงอยู่  แต่บรรยากาศไม่เหมาะแก่การลงทุนเพิ่มเนื่องจากได้ลงทุนไปมากแล้ว
- การผลิตเริ่มลดลง ธุรกิจขนาดเล็กอยู่ไม่ได้
- การจ้างงานลดลง

3. ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (Depression)
- การผลิตลดลงจนแทบจะเลิกผลิต
- ระดับราคาโดยทั่วไปลดลง แต่การแข่งขันยังมีอยู่
- การว่างงานอยู่ในระดับสูง

4. ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว (Recovery)
- ปริมาณสินค้าคงคลังที่เก็บตุนไว้ลดลง เริ่มมีการผลิตใหม่
- ความต้องการสูงขึ้น  เพราะคาดว่าสินค้าจะเริ่มขาดแคลน
- เริ่มมีการจ้างแรงงานใหม่
- ระดับราคาโดยทั่วไปเริ่มสูงขึ้นเพราะความต้องการเพิ่มขึ้น

กฎทองการลงทุน

1.  เมื่อเศรษฐกิจแย่สุด ๆ และเริ่มจะดีขึ้น
        1.1 ให้ลงทุนในกองทุนหุ้นให้มากที่สุด
        1.2 ซื้อแล้วถือยาว ๆ ผลตอบแทนคาดหวัง ปีละ 20% - 40% 
        1.3 ในช่วงเวลา 3 ปีที่เศรษฐกิจเริ่มจากดีขึ้น และพุ่งสุด ๆ

2. เมื่อเศรษฐกิจเริ่มแย่ และกำลังตกต่ำ
        2.1 ให้เลิกเล่นหุ้น นำเงินไปลงทุนตราสารหนี้ 
        2.2 ผลอตอบแทนที่คาดหวัง 3% - 7% ต่อปี 
        2.3 ระยะเวลาที่คาดว่าจะเป็นแบบนี้ 2 – 3 ปี ที่เศรษฐกิจจะแย่สุด ๆ

3. เมื่อเศรษฐกิจไม่แย่มาก เช่น GDP 4% -5% แบบช่วงปี 48 – 50 
        3.1 จะเป็นหุ้นเป็นรอบใหญ่ ๆ คือเมื่อหุ้นตกเยอะ ๆ จนมีคนบ่นกัน ก็ให้ซื้อกองทุนหุ้น 
        3.2 และเมื่อหุ้นขึ้นก็ขายกองทุนออกมา จะมีกำไร 7% -10% ต่อรอบ
        3.3 และเมื่อไม่เล่นหุ้น ก็พักเงินในตราสารหนี้ หรือกองทุนรวม MMF ซึ่งให้ผลตอบแทน 2% - 4% ต่อปี 
        3.4 หรือหากช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอนอยู่ระดับ 4% - 5% หากเล่นหุ้นไม่เก่ง ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนหุ้น แลงในกองทุนหุ้นแทน โดยใช้วิธดังนี

หากทำได้ตามกฎทองการลงทุนแล้ว ในรอบเศรษฐกิจหนึ่งๆ ในเวลา 6 –10 ปี 
สามารถได้ผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 20% 
แม้ในแต่ละปีจะมากบ้าง หรือน้อยบ้าง แต่เวลากอบโกยต้องโกยให้มาก ๆ   สามารถดูได้ตามกราฟ

ในรูปกราฟ คือผลตอบแทนการลงทุนในแบบต่าง ๆ  ทั้งหุ้น (เส้นบนสุด)  , ตราสารหนี้ เส้นรองลงมา เงินฝาก และทองคำตามลำดับ 
ในช่วงเวลา 30 ปี  เป็นรูปผลตอบแทนจริง ๆ ซึ่งจะเห็นว่าการลงทุนในหุ้นระยะ
ยาวก็ดีที่สุดแล้ว แต่มันไม่ดีพอสำหรับเรา
ลองดูไปที่กราฟหุ้น ในปี 1986 หากเราลงทุนไป 5000 บาท  ในปี 1992 เราจะมี
เงิน 50000 บาทเลยทีเดียว หรือจาก 1 ล้ากลายเป็น 10 ล้านภายในเวลา 6 ปี แต่ทำไมคนเล่นหุ้นหลายคนจึงไม่รวยล่ะ?

คำตอบคือ คนที่ไม่เล่นหุ้นเข้าใจกฎทองคำของการลงทุนว่า “เวลาเศรษฐกิจแย่ต้องเลิกเล่นหุ้น ”   
หากสังเกตในปี 1992 – 1997 หุ้นตก จากเงิน 50,000 บาทลดลงมาเหลือ 10,000 บาทเลยทีเดียว และแกว่งตัวไปแกว่งตัวมา จนเริ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2001
ดังนั้น  สำหรับคนที่เรียนรู้กฎทองคำ การลงทุนทั้ง 3 แบบ ตามสภาวะเศรษฐกิจจะลงทุน หรือบริหารเงินออมดังนี้

        - ในปี 1986  เราเริ่มลงทุนในหุ้นเต็มที่เลย 
สัดส่วนการลงทุน   หุ้น 100%  ตราสารหนี้ 0% (กฎทองของการลงทุนข้อที่ 1)  
ผลลัพธ์                   สมมติลงทุนไป 1 ล้านบาท ในปี 1992 เราจะมีเงิน 10 ล้านบาท
-  ในปี 1992 – 1998 เรารู้ว่าเศรษฐกิจไม่ดี (อ่านจากหนังสือพิมพ์ก็รู้แล้ว)
สัดส่วนการลงทุน   เราจะไม่เล่นหุ้นเลย  และนำเงินทั้งหมดลงตราสารหนี้ (เส้นที่ 2)
หุ้น 0% , ตราสารหนี้ 100% กฎทองการลงทุนข้อที่ 2
ผลลัพธ์  จากกราฟ ตราสารหนี้ จะขึ้นจากประมาณ 6000 บาท ในปี  1992 ไป 12,000 บาท  ในปี 1998  หรือเพิ่มขึ้น 1 เท่าในการลงทุน 6 ปี
ดังนั้นหากเรานำเงิน 10 ล้านไปลงทุนตราสารหนี้ในช่วงนั้น ในปี 1998 เราจะมีเงินประมาณ 20 ล้านบาท

- ในปี 1992 – 2002 (2541 - 2544)  เป็นช่วงเศรษฐกิจเริ่มฟื้นใหม่ ๆ ยังแกว่งตัว 
สัดส่วนการลงทุน    เราจะเน้นลงทุนตามรอบหุ้น  โดยหวังผลตอบแทนปีละ 20% (กฎทองการลงทุนข้อที่ 3)  
ผลลัพธ์  ดังนั้นจากเงิน 20 ล้านบาท ลงทุนกำไรปีละ 20%  3 ปี  จะกลายเป็น 34 ล้านโดยประมาณ (เงินต้นเยอะ เลยเติบโตเร็ว)
- ในปี 2003  - 2006  (2545 - 2548)  เป็นช่วงเศรษฐกิจฟื้นและรุ่ง 
สัดส่วนการลงทุน  เน้นลงทุนหุ้นเต็มที่  หุ้น 100%   ตราสารหนี้ 0%  (กฎทองการลงทุนข้อที่ 1) จากกราฟ จะเห็นว่าลงทุนในหุ้นจะมีกำไรประมาณ 100% ใน 3 ปี (ซึ่งในช่วงปี 2546 ปีเดียว ตลาดหุ้นวิ่งขึ้นไป 100% จริง ๆ แล้วเป็นปีที่ผูเขียนรวยขึ้นอย่างรวดเร็วจากหุ้นหลาย ๆ ตัว จนมีเงินจาก 2 ล้านกลายเป็น 7 ล้าน)  
ผลลัพธ์  หากลงทุนไป 34 ล้านใน 3 ปี เงินเราจะมีประมาณ 68 ล้าน

สรุป ดังนั้น ในเวลา 20 ปี เราสามารถบริหารเงินออมตามกฎทองการลงทุน คือ
1. เศรษฐกิจดี   เล่นหุ้น 100%
  2. เศรษฐกิจแย่ เลิกเล่นหุ้น เล่นตราสารหนี้ 100%
        3. เศรษฐกิจผันผวน เล่นหุ้นรอบใหญ่ หวังกำไร 20% ต่อปี
 
จากเงินในปี 1986 จำนวน 1 ล้านบาทของผู้เขียน เติบโตกลายเป็น 68 ล้านบาทในเวลา 
20 ปี ซึ่งผมเองเพิ่งมาค้นพบความจริงนี้ ในสมัยปี 2541 และสามารถเพิ่มเงินออมของตัวเองจาก 1 ล้านบาท ในปี 2545 เป็น 8 ล้านบาทในปี 2547  และ เป็น 11 ล้านบาทในปี 2549 มันคือเรื่องง่าย ที่ได้จริง

การเล่นตามกฎนี้ เป็นการเล่นระยะยาว  ไม่ได้เล่น โดยใช้เวลา 1 –2 เดือน และใช้ระยะเวลา 2-3 ปี  เพราะหากเศรษฐกิจดี มันก็จะดีต่อเนื่องกันประมาณ 2 – 3ปี  และเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรในช่วงต้นปี เช่น ม.ค. ก็จะมีบทวิเคราะห์จากหลาย ๆ สำนัก ออกมาให้อ่านกันง่าย ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์  
และมีการคาดการ GDP ว่าปีนี้จะโตเท่าไหร่ 

1. หากเศรษฐกิจโตมากกว่า 6% คือ เศรษฐกิจดี ให้เล่นตามกฎทองข้อ 1
2. หากเศรษฐกิจต่ำกว่า 4% ก็คือเริ่มไม่ค่อยดี ก็เล่นตามกฎทองข้อ 2
3. หากเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 4% - 6% ก็คืออยู่ในช่วงผันผวน ก็เล่นตามกฎทองข้อ 3 คือเอาเงินไว้ในกองทุนตราสารหนี้ แต่หากหุ้นตกเยอะ ๆ ก็แบ่งเงินออกมาซื้อหุ้นส่วนหนึ่ง พอหุ้นขึ้นก็ขายทำกำไร

ขอขอบคุณ
ที่มา  : หนังสือ  เก็บเก็บเงิน 10 ล้านคุณทำได้
ผู้แต่ง  :  คุณมนตรี  แสวงเดชา

Comments